แผนการสอนรายวิชาการดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังการผ่าตัด
(Preoperative to post-operative care I )

- CRT (Clinical Reasoning Tutorial)1: Preoperative preparation
- Lecture 1 : Endotracheal intubation
- Lecture 3 : Spinal anesthesia
- Group teaching 1 : Endotracheal intubation & spinal anesthesia
- Team teaching 1 : Fluid, electrolyte and blood component therapy in surgical patients
- Team teaching 5 : Tissue hypoxia and oxygen therapy
- Team teaching 7: การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)


  Clinical Reasoning Tutorial (CRT) 1

ผู้สอน คณาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา

Group activity I   จันทร์ เวลา 10:00-12:00 น.
Group activity II   ศุกร์ เวลา 13:00-15:00 น.




  Lecture 1 : Endotracheal intubation

ผู้สอน พญ.ธิดา เอื้อกฤดาธิการ

วัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน นักศึกษาแพทย์สามารถ
1. เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการ intubation ได้ถูกต้อง (laryngoscope, endotracheal tube, stylet, airway, suction)
2. เลือกชนิด และขนาดของ endotracheal tube ได้อย่างถูกต้อง และบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ endotracheal tube ได้ (เช่น ID, External circumference, Murphy's eye, Z-79 เป็นต้น)
3. เลือกชนิด ขนาดและวิธีการใช้ laryngoscope ได้อย่างถูกต้อง
4. บอกข้อบ่งชี้ ข้อควรระวังในการใส่ท่อช่วยหายใจทั้งทางปากและทางจมูก
5. ประเมินสภาพทางเดินหายใจของผู้ป่วยก่อนการใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อดูความยากง่ายในการใส่ท่อช่วยหายใจ
6. ใส่ท่อช่วยหายใจกับหุ่นจำลองได้ตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
7. บอกภาวะแทรกซ้อนในการใส่ท่อช่วยหายใจ (ขณะใส่, ขณะที่มีท่ออยู่, ขณะถอดและหลังถอดท่อช่วยหายใจ)
เนื้อหา
1. การใช้อุปกรณ์และรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการใส่ท่อช่วยหายใจ
- laryngoscope
- endotracheal tube
- oropharyngeal/nasopharyngeal airway
2. การเลือกชนิดและขนาด endotracheal tube 
3. การเลือกชนิดและขนาด laryngoscope
4. ข้อบ่งชี้ ข้อควรระวังในการใส่ท่อช่วยหายใจทั้งทางปากและจมูก
5. การประเมินสภาพทางเดินหายใจผู้ป่วย
6. วิธีการใส่ท่อช่วยหายใจตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง
7. ภาวะแทรกซ้อนในการใส่ท่อช่วยหายใจ
   - ขณะใส่
   - ขณะที่มีท่ออยู่
   - ขณะถอดการเลือกชนิดและขนาด laryngoscope
   - หลังถอดท่อช่วยหายใจ
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. บรรยาย 30 นาที
2. ดูวิดีทัศน์สาธิตอุปกรณ์ และวิธีการใส่ท่อช่วยหายใจ 15 นาที
3. อภิปรายซักถาม 15 นาที
สื่อการเรียนรู้
1. เอกสารประกอบการสอนเรื่อง การใส่ท่อช่วยหายใจ
2. สไลด์และวิดีทัศน์ประกอบการบรรยาย
การประเมินผล
MCQ, OSCE

Checklists
การทำ Endotracheal intubation


1. จัดเตรียมอุปกรณ์
   1.1 Laryngoscope
   1.2 Endotracheal tube และ syringe blow cuff
   1.3 Oropharyngeal airway
   1.4 Suction catheter
2. ขั้นตอน
   2.1 จับ laryngoscope handle ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
   2.2 เปิดปากด้วยวิธี cross-finger
   2.3 ใส่ laryngoscope blade โดยการปัดลิ้นและยก (ไม่ใช่งัด)
   2.4 สอด endotracheal tube ผ่าน glottic opening
   2.5 Blow cuff อย่างถูกต้อง
3. check ตำแหน่งปลาย ET-tube โดยการฟังบริเวณ trachea, บริเวณ axilla ทั้ง สองข้างและ บริเวณ stomach
4. Fix ET-tube ด้วยพลาสเตอร์
5. Recheck ตำแหน่งของปลาย ET-tube




  Lecture 3 : Spinal anesthesia

ผู้สอน พญ.มิทธิรา เหลืองอรุณ


วัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน นักศึกษาแพทย์สามารถ
1. บอกนิยามของ spinal anesthesia ได้
2 อธิบายลักษณะทางกายวิภาคที่เกี่ยวข้องกับการทำ spinal anesthesia
3. บอกข้อบ่งชี้และข้อห้ามในการทำ spinal anesthesia
4. เตรียมผู้ป่วย, เครื่องมือและยาที่จะต้องใช้ก่อนทำ spinal anesthesia
5. บอกภาวะแทรกซ้อนจากการทำ spinal anesthesia
6. อธิบายวิธีการดูแลผู้ป่วย หลังจากทำ spinal anesthesia
7. บอก criteria ในการส่งผู้ป่วยกลับไปยังหอผู้ป่วย
เนื้อหา
1. นิยามของ spinal anesthesia
2. กายวิภาคที่เกี่ยวข้องกับการทำ spinal anesthesia
3. การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ภายหลังการทำ spinal anesthesia
4. ข้อบ่งชี้และข้อห้ามของการทำ spinal anesthesia
5. การเตรียมผู้ป่วยก่อนทำ spinal anesthesia
6. การเตรียมอุปกรณ์ก่อนทำ spinal anesthesia
  6.1 การเตรียมยาและอุปกรณ์ช่วยชีวิต
  6.2 อุปกรณ์และยาสำหรับการทำ spinal anesthesia
7. ขั้นตอนการทำ spinal anesthesia และการทดสอบระดับการชา
8. ปัจจัยที่มีผลต่อระดับการชา
9. ภาวะแทรกซ้อนจากการทำ spinal anesthesia
10. การดูแลผู้ป่วยหลังทำ spinal anesthesia
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. บรรยาย 40 นาที
2. ศึกษาจากวิดีทัศน์ 10 นาที
3. อภิปรายซักถาม 10 นาที
สื่อการเรียนรู้
1. เอกสารประกอบการสอน
2. วิดีทัศน์ และสไลด์ประกอบการสอน
การประเมินผล
MCQ, MEQ, ESSAY, OSCE

Checklists
การทำ Spinal anesthesia


1. เตรียมและ check resuscitation set and drugs :-
    - Anesthetic machine and circuit
or  - Ambu bag with mask
    - Laryngoscope
    - Endotracheal tube with slip joint
    - Thiopentone , Succinylcholine
    - Ephedrine , Atropine
2. check vital signs : BP, PR เป็น baseline
3. Prehydration ก่อนตามความเหมาะสมกับสภาพผู้ป่วย
4. จัดท่าผู้ป่วย
6. ล้างมือและสวมถุงมืออย่าง sterile
6. ทายาฆ่าเชื้อตรงตำแหน่งที่จะแทงเข็มโดยบอกผู้ป่วยก่อน
7. ปูผ้าเจาะกลาง
8. เตรียมยาชาและเข็ม spinal
    - ดูวันหมดอายุและชนิดของยาชา
    - ตรวจ stylet และ lock ของเข็ม spinal ว่าอยู่ในสภาพปกติ
9. ซับ Betadine , ห้ามถู
10. คลำตำแหน่งที่จะแทงเข็ม
11. ฉีดยาชาที่ผิวหนังโดยบอกผู้ป่วยก่อน
12. แทงเข็ม spinal โดยหัน Bevel ถูกต้อง
13. ต่อ syringe เข้ากับ spinal needle
14. ดูด CSF ว่า free flow ดี ฉีดยาชาจนหมด
15. ดูด CSF อีกครั้ง แล้วฉีดยาชาให้หมด ดึงเข็ม spinal ออกพร้อม syringe
16. ให้ผู้ป่วยนอนหงายและดูแลผู้ป่วยหลังจากให้ยาชา
   - check vital signs : conscious, BP, PR
   - check level of anesthesia



  Group teaching 1 : Endotracheal intubation & spinal anesthesia

ผู้สอน คณาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา


วัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. ทำ spinal block กับหุ่นจำลองได้ถูกต้องตามขั้นตอน พร้อมทั้งตระหนักถึงการดูแล
รักษาอุปกรณ์และหุ่นที่ใช้ฝึกปฏิบัติ
2. ทำ endotracheal intubation กับหุ่นจำลองได้ถูกต้องตามขั้นตอน พร้อมทั้งตระหนักถึงการดูแลรักษาอุปกรณ์และหุ่นที่ใช้ฝึกปฏิบัติ
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. ทบทวนความรู้เรื่อง Endotracheal intubation และ Spinal anesthesia ก่อนฝึกปฏิบัติกับหุ่นจำลอง
2. แบ่งหัตถการ แต่ละอย่างออกเป็น 2 ชุดคือ
   2.1 Endotracheal intubation x 2 ชุด
   2.2 Spinal anesthesia x 2 ชุด
3. แบ่งนักศึกษาเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 4-6 คน ประจำชุดหัตถการทั้ง 4 ที่ จัดไว้ให้ พร้อม ๆ กัน โดยมีอาจารย์หรือแพทย์ประจำบ้านคุมการฝึกปฏิบัติ
4. ให้เวลาฝึกหัดทำ แต่ละหัตถการประมาณ 10 นาที/คน
5. เมื่อฝึกหัดทำหัตถการครบทุกคนในกลุ่มแล้วให้สลับกลุ่มเพื่อฝึกหัดทำอีกหัตถการหนึ่ง



  Team teaching 1 : Fluid, electrolyte and blood component therapy in surgical patients

ผู้สอน นพ.บุรภัทร สังข์ทอง ภาควิชาศัลยศาสตร์
ผศ.พญ.มยุรี วศินานุกร ภาควิชาวิสัญญีวิทยา


วัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอนแล้ว นักศึกษาสามารถ
1. วินิจฉัย ประเมิน และแก้ไขความผิดปกติของสารน้ำและเกลือแร่ที่พบบ่อยในผู้ป่วยทางศัลยกรรมได้อย่างถูกต้อง โดยอาศัยข้อมูลจากประวัติ การตรวจร่างกาย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
2. ให้การรักษาด้วยสารน้ำทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วย ทั้งในระยะก่อน ระหว่าง และหลังผ่าตัดได้อย่างถูกต้อง
3. บอกชนิดของ crystalloid และ colloid ที่ใช้บ่อย และสามารถอธิบายความแตกต่างและข้อได้เปรียบเสียเปรียบของสารน้ำทั้งสองชนิด
4. บอกข้อบ่งชี้ ภาวะแทรกซ้อนจากการให้ blood component และการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
เนื้อหา
1. Common fluid and electrolytes abnormality
- etiology
- manifestation
- diagnosis
- management
2. Type of fluid : crystalloid, colloid
3. Fluid therapy
- preoperative period
- intraoperative period
- postoperative period
4. Blood component therapy
- indication
- complication and their management
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. บรรยายภาคทฤษฎี พร้อมยกตัวอย่างผู้ป่วย 1 ชั่วโมง
2. อภิปรายร่วมระหว่างทีมผู้สอนและนักศึกษา 5 กลุ่ม
(ทำ buzz group) 45 นาที
3. ซักถามปัญหา 15 นาที
สื่อการเรียนรู้
1. สไลด์พร้อมเครื่องฉายสไลด์
2. แผ่นใสพร้อมเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
3. LCD presentation (Powerpoint)
4. Shires GT, Shires GT III, Lowry SF. Fluid, electrolyte and nutritional management of surgical patient. In : Schwartz SI, Shires GT, Spencer FC, eds. Principles of Surgery. 6th ed. New York : McGraw-Hill, 1994; 61-93.
5. Adams MB, Johnson CP. Fluid and electrolyte therapy. In : Condon RE, Nyhus LM, eds. Manual of surgical therapeutics. 8th ed. Little Brown, 1993; 163-185.
6. Drucker RP, Drucker WR : Fluid and electrolyte therapy. In : Cameron JL, ed. Current surgical therapy-3. B.C. Decker, 1989; 766-775.
7. Smith K. Fluid and electrolyte : A conceptual approach. Churchill Livingstone, 1980.
8. Rose BD. Clinical physiology of acid-base and electrolyte disorders. 4th ed. McGraw Hill, 1994.
9. Kaye AD, Grogous AW. Fluid and electrolyte physiology. In : Miller RD, ed. Anesthesia 5th edition. Philadelphia : Churchill Livingstone, 2000; 1586-1612.
10. Miller RD. Transfusion therapy. In : Miller RD, ed. Anesthesia 5th edition. Philadelphia : Churchill Livingstone, 2000; 1613-1644.
11. ASA Task Force : Practice guidelines for blood component therapy. Anesthesiology 1996; 84 : 732-47.
การประเมินผล
1. ประเมินกลุ่ม
2. MCQ's, MEQ's, OSCE



  Team teaching 5 : Tissue hypoxia and oxygen therapy

ผู้สอน คณาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา

วัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน นักศึกษาแพทย์สามารถ
1. บอกความสำคัญของ O2 ต่อร่างกาย
2. บอกสาเหตุที่สำคัญของภาวะ tissue hypoxia
3. บอกชนิดของอุปกรณ์ให้ O2 สำหรับผู้ป่วยที่หายใจได้เอง และสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม
4. ประเมินผลของรักษาด้วย O2
5. บอกโทษของการให้ O2
6. มีเจตคติที่ดีในการนำความรู้ที่ได้ไปดูแลผู้ป่วยจริง
เนื้อหา
1. Causes of tissue hypoxia
2. Effect of oxygen administration
3. Oxygen devices with spontaneous breathing
4. Selection of patient for oxygen devices with spontaneous breathing
5. Effects of inadequate humidification of inspired gases
6. Oxygen hazard
   6.1 Physiological hazard from hyperoxygenation
   6.2 Psychological dependent
   6.3 Mechanical hazard
7. Humidifier
8. Nebulizer
9. Evaluation of oxygen therapy
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. ทบทวนความรู้เรื่อง Physiology of respiration
2. บรรยาย 45 นาที
3. อภิปรายซักถาม 15 นาที
4. สาธิตการใช้อุปกรณ์การให้ O2 โดยแบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน
   4.1 Humidifier พร้อมอุปกรณ์
   4.2 Nebulizer พร้อมอุปกรณ์
5. นำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ครั้งนี้ไปใช้กับผู้ป่วยจริงในหอผู้ป่วย
สื่อการเรียนรู้
1. LCD presentation
2. อุปกรณ์ให้ออกซิเจนแบบต่าง ๆ
การประเมินผล
1. OSCE, MCQ และ MEQ
2. ประเมินโดยอาจารย์ประจำกลุ่มขณะปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย




Team teaching 7: การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)

ผู้สอน คณาจารย์ภาควิชาวิสัญญีวิทยา

วัตถุประสงค์ เมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน นักศึกษาแพทย์สามารถ
1. อธิบายขั้นตอนและปฏิบัติ basic life support (BLS) กับหุ่นจำลองได้อย่างถูกต้อง
2. อธิบายความสำคัญ, และข้อบ่งชี้การใช้ Defibrillator
3. บอกชนิดและวิธีการใช้ Defibrillator ได้ถูกต้องตามขั้นตอน
4. บอกองค์ประกอบของการช่วยชีวิตขั้นสูง (advanced cardiac life support ACLS)
เนื้อหา
1. ความสำคัญของ CPR
2. ความหมายและองค์ประกอบของ primary survey หรือ first ABCD :
  A = assessment & open airway
  B = breathing ( positive pressure ventilation )
  C = circulation ( chest compression )
  D = defibrillation
3. ความหมายและองค์ประกอบของ secondary survey หรือ second ABCD (ACLS) :
  A = endotracheal intubation
  B = breathing ( assess ventilation )
  C = circulation ( drugs, IV access, determine rhythm )
  D = differential diagnosis
4. ความสำคัญ, ข้อบ่งชี้ของการใช้ defibrillator
5. ชนิดและขั้นตอนการใช้ defibrillator
การจัดประสบการณ์เรียนรู้
1. ทบทวนเรื่อง CPR (BLS) ที่ได้เรียนมาในชั้นปีที่ 3
2. บรรยาย 40 นาที
3. ดูวิดีทัศน์ 10 นาที
4. อภิปราย ซักถาม 10 นาที
5. สาธิตและฝึกปฏิบัติกับหุ่นจำลอง 1 ชั่วโมง
  5.1 แบ่งนักศึกษา 40 คนเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 20 คน ดูการสาธิตการใช้ defibrillator 15 นาที
  5.2 แบ่งนักศึกษาเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 10 คน ทบทวน และปฏิบัติ BLS
กับหุ่นจำลอง 45 นาที
สื่อการเรียนรู้
1. หนังสือ CPR
2. วิดีทัศน์
  2.1 การปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน
  2.2 การใช้เครื่อง defibrillator
3. หุ่นจำลองและอุปกรณ์ CPR, เครื่อง defibrillator
4. Chick lists
  4.1 ขั้นตอนการทำ BLS
  4.2 ขั้นตอนการใช้ defibrillator
การประเมินผล
1. MCQ , OSCE
2. การได้สังเกตการณ์หรือช่วยปฏิบัติ BLS กับผู้ป่วยจริง (บันทึกใน log book)