ความรู้สำหรับประชาชน
  - ดนตรีบำบัด-คณิตศาสตร์ทางอารมณ์
  - การขจัดทุกข์ด้วยตนเอง
  - โรคซึมเศร้า
  - "อยู่อย่างไรกับ...ความเครียด"
  - ความเครียด...บางอย่างที่คุณควรรู้
  - ภาวะทางจิตใจที่ทำให้เกิดโรคทางกายที่พบบ่อย
  - ปัญหาทุกข์ใจผ่อนคลาย ป้องกันได้
  - ปัญหานอนไม่หลับ หลับไม่เพียงพอ
  - การช่วยขจัดทุกข์ผู้อื่น
  - โรคกังวล
  - ทำอย่างไร คนไทยจะอายุยืนมากขึ้น ??
 
เยียวยาจิตใจ
 
 
ความเครียด...บางอย่างที่คุณควรรู้
 
     
 
วันที่ 02 เดือนมีนาคม พ.ศ.2552
 
     
 
 
โดย นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์   
 
ข้อมูลจาก ตำราจิตเวชศาสตร์ (สำหรับประชาชน)   
   
  ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาได้มีผู้พูดถึงความเครียดมากขึ้น ดูเหมือนว่าพวกเราทุกคนจะเครียด
กันไปหมด นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือเรื่องการงานแล้ว ยังจะมีปัญหาของลูก หลาน ที่ต้องเผชิญกับความรุนแรงในสังคมหรือยาเสพติดที่แพร่หลายอยู่ในทุกวันนี้
  ในทางวิชาการ ความเครียดหมายถึงปฏิกิริยาของร่างกายและจิตใจ ที่มีต่อสิ่งที่มากระตุ้น ซึ่งคำว่า
ปฏิกิริยาก็ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นการตอบสนองของร่างกายบางส่วน เช่น
ปวดหัว หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก หรือเป็นความรู้สึกกระวนกระวาย และสิ่งที่มากระตุ้นหรือสิ่งเร้าที่จะทำให้
เกิดความเครียดก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน


 
  ว่ากันว่ามนุษย์รู้จักความเครียด ครั้งแรกก็เมื่อตื่นนอนเดินออก
จากถ้ำที่พัก ในตอนเช้าแล้วมาเจอเสือเขี้ยวดาบยืนแสยะยิ้มรออยู่
ปากถ้ำ(สมมุติว่าก่อนหน้านั้น ไม่เคยเจออะไรที่น่ากลัวเท่านี้มาก่อน)
ปฏิกิริยาของบรรพบุรุษของเรา ท่านนั้นก็อาจ จะออกมาได้สองแบบ
คือ วิ่งเข้าต่อสู้กับเจ้าเสือเขี้ยวดาบนั้นด้วยมือเปล่าหรือกระบอง (ถ้า
มี) หรือวิ่งหนีเข้าถ้ำ ไปแอบจนกว่าเจ้าเสือจะผ่านไป ความอกสั่น
ขวัญแขวนที่เกิด ขึ้น ทำให้เกิดความกลัว จนไม่กล้าออกไปล่าสัตว์อีก
ต่อไป ก็กลายมาเป็นต้นแบบของ โรคประสาทชนิดหนึ่ง ของลูกหลาน
มนุษย์ในเวลาต่อมา
     
  ผู้เขียนบอกว่า “ความเครียด” เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตของพวกเราก็คงฟังแปลกออกไป เพราะ
ดูเหมือนว่า ในขณะนี้ พวกเราพยายามหาวิธีที่จะลดความเครียดให้เหลือน้อยที่สุด แต่ถ้าปราศจากความ
เครียดแล้ว ชีวิตของมนุษย์ คงจะลดสีสันและน่าเบื่อ ความเครียดเหมือนกับผงชูรสที่เพิ่มรสชาติให้กับชีวิต
เป็นสิ่งที่ท้าทายในการดำรงอยู่ของ พวกเราทุกคน ความเครียดที่มากและติดต่อกันนานเกินไปต่างหากที่จะ
มีผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจของเรา เพราะ ฉะนั้นจึงมีบางอย่างที่เราควรรู้เกี่ยวกับความเครียดสักห้า
ประการ คือ
   
  ประการแรก คนทุกคนจะเครียดเหมือน ๆ กัน
       เมื่ออยู่ในภาวะเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด คนเราจะมีปฏิกิริยาต่อความเครียดแตกต่างกัน
ออกไป แม้จะอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ นักเรียนที่ฟังการประกาศผลสอบ
เอนทรานซ์ ในคนที่สอบไม่ได้เหมือนๆ กัน ทุกคนจะรู้สึกเสียใจผิดหวัง แต่ปฏิกิริยาต่างกัน บางคนเฉยๆ
บางคนร้องห่มร้องไห้ บางคนหลบหน้าเพื่อนฝูงเพื่อขอเวลาทำใจ และในบางคนอาจจะซึมเศร้ามากจนคิด
ฆ่าตัวตายก็มี
   
  ประการที่สอง ความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่ดี
       ความคิดที่ว่าไม่มีความเครียดเลยจะดีที่สุดเป็นความคิดที่ยังไม่ถูกต้องทีเดียวนัก ความเครียดต่อ
มนุษย์ เปรียบได้กับความตึงที่เราขึงสายไวโอลิน ถ้าขึงหย่อนหรือตึงไปก็จะทำให้เสียงไวโอลินผิดเพี้ยนไป
ความเครียดอาจจะ เป็นอุปสรรคหรือเพิ่มสีสันให้กับชีวิตจะขึ้นอยู่กับวิธีที่เรา “จัดการ” กับมันมากกว่า
   
  ประการที่สาม ไปที่ไหนก็มีแต่ความเครียด
       จะทำอะไรได้ มีผู้ที่คิดเช่นนี้มากมายแต่มันไม่เป็นเช่นนั้น
ถ้าเรารู้จักคิดและวางแผนในการจัดการรับความเครียดไม่ให้มา ท่วมท้นเรา การจัดลำดับความเครียด จากน้อยไปหามากและ ค่อยๆ แก้ปัญหาไปตามความยากง่ายของต้นเหตุที่ทำให้เราเครียด ถ้าเราไม่จัดการกับความเครียด ไม่สามารถจัดลำดับชั้นความเครียดได้ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างใหญ่เท่า ๆ กัน และดูเหมือนจะมีความเครียดไปทุกแห่งจนแก้ไขอะไรไม่ได้
     
  ประการที่สี่ วิธีคลายเครียดที่เป็นยอดนิยมเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับเราเช่นเดียวกัน
       ไม่มีวิธีคลายเครียดแบบใดที่จะใช้ได้ผลกับทุกๆ คน วิธีดำเนินชีวิตของเราแตกต่างกันพบสภาพ
ปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาของเรา จึงแตกต่างกันไป วิธีคลายเครียดที่ใช้ได้ผลกับคน ๆ หนึ่ง
อาจไม่ได้ผลกับเรามากนัก ควรใช้วิธีคลายเครียดหลายๆ อย่างเลือกให้เหมาะสมกับตัวเรา
   
  ประการที่ห้า ถ้าไม่มีอาการทางกายแปลว่าไม่เครียด
       ตามความเป็นจริงแล้วการไม่มีอาการทางกาย เช่น ปวดหัว ใจสั่น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มี
ความเครียด บางคนอาจใช้ยาเพื่อลดอาการทั้งทางร่างกายและจิตใจลงไปได้ แต่ยังมีความเครียด อยู่บาง
คนอาจจะพูดว่าไม่เคยเครียด หรือเป็นคนไม่เครียดตลอดชีวิต ดูจะเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ยากจะลอก
เลียนแบบได้
       เท่าที่มีการศึกษา เรื่องปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยพบว่าในภาวะปกติ คนทั่ว ๆ ไป จะมี
ความรู้สึกเครียด หรือมีอาการในระดับปานกลาง และมากประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของประชากร แต่
หลังจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ซึ่งประกาศลอยตัวค่าเงิน บาท) เป็นต้นมา การ
สอบถามโดยใช้แบบสอบถามประชาชนทั่วไป จะรู้สึกเครียดมากขึ้นเป็น 40-60 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่อาชีพ ซึ่ง
ถ้าดูแล้วคนที่ไม่เครียด นอกจากเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้ว ก็เห็นจะเป็นผู้ใหญ่ หรือคนแก่ที่สมองเสื่อมหรือไม่
รับรู้อะไรแล้ว
       มีบางท่านอาจจะคิดว่า ขนาดของปัญหาจะสัมพันธ์กับความเครียดที่เกิดขึ้น ซึ่งตามความเป็น
จริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น เราอาจจะเห็นผู้ที่ติดหนี้ธนาคาร 3,000 ล้านบาท กินได้ นอนหลับ ในขณะที่ผู้ที่ถูก
ทวงเงินไม่กี่พันบาทมีอาการเครียดกินไม่ได้นอนไม่หลับ ดังนั้น คนที่จะเอาตัวรอดจากความเครียดได้ ต้อง
รู้จัก “จัดการ” กับความเครียดนั้น ซึ่งโดยความหมายแล้ว การ “จัดการ” ไม่ได้หมายความ ว่าให้เราขจัด
ความเครียดให้หมดไป แต่หมายถึงวิธีการที่เราจะอยู่กับความเครียดของเราให้ได้ โดยวิธี การดังต่อไปนี้
   
เมื่อคิดว่าเรากำลังเริ่มเครียด :


 
  1. หยุดคิดสักครู่ หรือพยายามนึกถึงภาพสวย ๆ สถานที่
สวย ๆ ที่เคยเห็นหรือเคยไปพบ บางครั้งเราไม่สามารถหนีจาก
สถานการณ์ หรือ ภาวะแวดล้อมไปได้ก็จะใช้ความคิด ฝันให้เป็น
ประโยชน์เหมือนเพลง “To dream the impossible dream”
    2. เมื่อหยุดคิด หรือหยุดความฟุ้งซ่านลงได้บ้างแล้ว
ให้พยายามเรียงลำดับปัญหาตามความสำคัญ อาจจะนั่งนึก หรือเขียนลงเป็นข้อ ๆ และค่อย ๆ คิดดูว่า
ปัญหาใด แก้ไขได้ ปัญหาใดต้องรอไว้ก่อน หรือปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้เลย คงต้องยอมรับขีด
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาของเราอย่างเป็นจริง
  3. เมื่อเรียงลำดับปัญหาได้แล้วก็ต้อง พยายามหากิจกรรมต่าง ๆ ทำ ที่ดีที่สุด คือ การออกำลังกาย
เล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ ที่ตนเองถนัด หรือพอเล่นได้ หรือทำกิจกรรมช่วยเหลือผู้อื่น เช่น ไปเลี้ยงเด็กกำพร้า
เลี้ยงอาหาร ผู้ป่วยสามัญ โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลจิตเวชต่าง ๆ ที่ขาดแคลนคนเหลียวแล
  4. หาเพื่อนหรือผู้ที่เราสามารถระบายความเครียดได้ เราอาจจะคุยกับญาติ พี่น้อง ครู พระ หรือ
ผู้ที่สามารถรับฟังสิ่งที่เราวิตกกังวล และทำให้เครียด ถ้ายังรู้สึกว่ามีปัญหามากอาจจะไปพบผู้อื่นที่ทำหน้าที่
ให้คำปรึกษา (Counsellor) นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ สำหรับวิชาชีพหลังสุด อยากให้ไปพบในกรณีสุด
ท้าย เพราะอาจจะไม่มีเวลามากพอสำหรับท่านที่อยากระบายความเครียดนาน ๆ และแถมยังต้องเสียค่าใช้
จ่ายตาม กรณีอีกด้วย
   
  5. ประการสุดท้ายหลังจากดำเนินการมาตามคำแนะนำต่าง ๆ แล้ว ก็คือ การปรับจิตใจของเรา
(ซึ่งจะลดความตึงเครียดไปได้บ้างแล้ว) ให้รู้จักปรับเข้ากับปัญหายอมรับในสิ่งที่ยังแก้ไขไม่ได้ ถ้าอยาก
ร้องไห้ก็ ร้องเสียให้เต็มที่ไม่ต้องอายใคร (ควรจะทำกิจกรรมนี้ในที่ลับตาผู้คนเสียหน่อย) พยายามให้ความ
หวังกับตนเอง และดูแลสุขภาพ การกินการนอนให้พอเพียง การใช้ยา “ระงับประสาท” หรือยา “คลาย
เครียด” อยากให้พิจารณา เมื่อมีอาการทางกายมากขึ้น หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้ เพราะ
ยาเหล่านี้เพียงแต่ช่วยลดอาการ วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับจนไปทำงานทำการไม่ได้ เพราะยาเหล่านั้น
เพียงแต่ช่วยลดอาการวิตกกังวล หรือ อาการทางกาย เช่น ใจสั่น ปวดหัว หรือช่วยให้นอนหลับ เท่านั้น
ความเครียดจะยังคงเป็นแขกประจำของท่าน อยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรจะอยู่กับความเครียดให้ได้ดีกว่าจะ
หลบหนีจากมันไป
   
  ถ้าท่านคิดว่าท่านมีความเครียดและต้องการ “จัดการ” กับความเครียดอาจทำได้โดยการ
ศึกษาหาความรู้จากหนังสือ สื่อต่างๆ หรือทางโทรทัศน์ ฮอตไลน์ของทั้งรัฐและเอกชน เช่น
หมายเลข 1667 ของกรมสุขภาพจิต หรือทางพูดคุยกับผู้ที่คิดว่าจะช่วยเหลือท่านได้
   
กลับสู่ด้านบน
 
     
Untitled Document

   
      Best view 1024 x 768 pixel for Internet Explorer © หน่วยสารสนเทศมะเร็ง  โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
    ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 โทร 0-7445-1595 โทรสาร 0-7445-1595 
ติชมได้ที่นี่ : pparadee@medicine.psu.ac.th