ความรู้สำหรับประชาชน
  - การดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดทวารเทียม
  - การดูแลตนเองของผู้ที่มีทวารเทียม
  - เมื่อฉายแสงบริเวณศีรษะและคอ
  - การบริหารร่างกายหลังการผ่าตัดเต้านม
  - ทวารเทียม
  - การดูแลตนเองผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด
  - การดูแลจิตใจของผู้ป่วยมะเร็ง
  - อาการปวดในผู้ป่วยมะเร็ง
  - ความเข้าใจเกี่ยวกับรังสีรักษา
 
การรักษาและดูแลผู้ป่วย
 
 
ความเข้าใจเกี่ยวกับรังสีรักษา
 
     
 
วันที่ 21 เดือนมกราคม พ.ศ.2552
 
     
 
          รังสีรักษาหรือการฉายแสง คือ การรักษาเนื้องอกหรือเนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตผิดปกติวิธีหนึ่ง โดยการฉายรังสีไปยังบริเวณที่กำหนดไว้โดยแพทย์ ซึ่งจะทำการคำนวณบริเวณผิวหนังและคำนวณขนาดของรังสีที่จะฉายไป ยังเนื้องอกให้ได้ผลและตรงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งจะทำให้เนื้องอกหยุดการเจริญเติบโตและหายได้ จึงเป็นการควบคุมและรักษาโรคที่ได้ผลดีวิธีหนึ่งโดยรังสีแพทย์จะเป็นผู้ให้การรักษาวิธีนี้แก่ท่าน
          การฉายรังสีจะไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดแต่อย่างใดในขณะที่ฉายรังสี ซึ่งคล้ายกับการเอกซเรย์โดยท่าน จำเป็น ต้องนอนนิ่ง ๆ ในขณะที่ฉายรังสี ซึ่งจะใช้เวลาในการฉายรังสีคร้คงละเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
     
          ท่านจะได้รับการฉายรังสีทุกวันจันทร์ - วันศุกร์ ยกเว้นวันเสาร์ วันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลารักษานานหลายสัปดาห์ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายอาจจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งจะใช้เวลาในการฉายรังสีไม่เท่ากันในแต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
     
 ห้ามเช็ดล้างหรือทำความสะอาดบริเวณรอยหมึกที่แพทย์เขียนไว้ เนื่องจากบริเวณรอยหมึกจะเป็นบริเวณสำคัญ
ที่แพทย์คำนวณไว้เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องแม่นยำ หากบริเวณนี้โดนน้ำโดยบังเอิญให้ใช้ผ้าซับเบา ๆ ให้แห้ง
 ห้ามนำครีม น้ำมัน โลชั่น แป้งหรือสิ่งอื่น ๆ ทาบริเวณที่ฉายรังสี ยกเว้นรังสีแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้ใช้เท่านั้น
 หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกาผิวหนังบริเวณที่ฉายแสง เพราะจะทำให้เกิดแผลได้ง่ายขึ้นหากมีอาการคันให้ใช้มือลูบ
เบา ๆ และหากคันมากสามารถปรึกษาแพทย์ได้
 หากฉายรังสีบริเวณใบหน้าและลำคออย่าใช้มีดโกนหนวดในการโกนหนวดเครา เนื่องจากจะทำให้เกิดแผลได้ง่าย
 สวมเสื้อผ้าที่อ่อนนุ่มเพื่อป้องกันการระคายเคืองบริเวณที่ฉายรังสี
 หลีกเลี่ยงจากแสงแดดเนื่องจากจะทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมได้ง่าย
 
          ควรพยายามรับประทานอาหารให้เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรจะดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หรือ 2 ขวดแม่โขง รวมทั้งดื่มอาหารเหลวอื่น ๆ เช่น ไมโล นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน อาหารเสริมทางการแพทย์ หรือรับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป เพื่อช่วยให้ได้รับสารอาหารมากขึ้น
     
1. รู้สึกอ่อนเพลีย
          ระหว่างฉายรังสีจะรู้สึกอ่อนเพลียดังนั้นจึงควรพักผ่อนมาก ๆ ทำงานเบา ๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายได้
   
2. คลื่นไส้อาเจียน
          ส่วนใหญ่อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการฉายรังสีบริเวณช่องท้อง หรือโพรงหลังจมูก ดังนั้นควรจะปฎิบัติตัวดังนี้
          • ควรจะรับประทานอาหารจำนวนน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง
          • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมัน ๆ หรืออาหารที่มีกลิ่นฉุนต่าง ๆ
          • รับประทานขนมปังกรอบ ขนมปังปิ้ง หรือขนมกรอบ ๆ จะช่วยให้อาการดี
ขึ้น
          • ดื่มเครื่องดื่มที่เย็น ๆ ไม่หวานมาก หรือเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ * เช่น น้ำขิง น้ำ
เต้าหู้เย็น น้ำเก็กฮวย น้ำมะตูมหรือไอศกรีม น้ำผลไม้ เป็นต้น
          • รับประทานผลไม้แช่เย็น เช่น ส้ม มะม่วง มะละกอ แตงโม เป็นต้น
          • รับประทานยาแก้อาเจียนตามเวลา และหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก
ควรปรึกษาแพทย์

          * หมายเหตุ : สำหรับผู้ป่วยที่ฉายรังสีบริเวณศีรษะและคอ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเปรี้ยว และเผ็ด
       
3. เบื่ออาหาร
          การเบื่ออาหารเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ระหว่างฉายรังสี ฉะนั้นควรจะพยายามรับประทานอาหารให้ได้เต็มที่ อย่างดการรับประทานอาหารเพื่อไม่ให้น้ำหนักลดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ควรจะรับประทานอาหารที่ชอบ รับประทานจำนวนน้อยๆแต่บ่อยครั้ง หรือพยายามดื่มอาหารเหลว เช่น นมไมโล น้ำเต้าหู้ อาหารเสริมทางการแพทย์ เป็นต้น
       
4. ซึมเศร้าหงุดหงิดใจ
          ผู้ป่วยบางคนรู้สึกว่าการฉายรังสีทำความไม่สบายต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และไม่ทราบว่าฉายรังสีแล้วอาการจะดีขึ้นหรือไม่ ผลการรักษาจะเป็นอย่างไร ประกอบกับมีความกังวลอื่น ๆ จึงทำให้ผู้ป่วยเกิดซึมเศร้าหงุดหงิดใจได้ ดังนั้นจึงใคร่แนะนำว่าอาการไม่สบายต่าง ๆ ที่เป็นอาการข้างเคียงจากการฉายรังสีนั้นเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากฉายรังสีครบแล้วอาการต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้น หากสงสัยหรือกังวลใจใด ๆ สามารถปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลประจำหน่วยรังสีรักษาได้
       
5. บริเวณฉายรังสีแดงคล้ำและคัน
          บริเวณผิวหนังที่ฉายรังสีจะค่อยๆแดงและคล้ำขึ้นซึ่งเป็นภาวะปกติของการฉายรังสี หลังจากฉายรังสีครบแล้วผิวหนังบริเวณดังกล่าวจะค่อย ๆ ตกสะเก็ด และหลุดลอกออกไปจนกลับเป็นปกติดังเดิม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดดจัด ๆ หากมีอาการคันมากอย่าเกาโดยเด็ดขาดอาจจะใช้มือลูบเบา ๆ ได้ และปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขต่อไป
     
6. ปากและลำคอแห้ง เป็นแผล เจ็บคอ
          หากมีการฉายรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ อาจเกิดอาการปากคอแห้งเจ็บเป็นแผลได้ ดังนั้นจึงควรดูแลภายในช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอโดยใช้แปรงสีฟันนิ่ม ๆ หรือสำลีชุบน้ำทำความสะอาดฟันและบ้วนปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
          รับประทานอาหารที่นิ่ม ๆ รสไม่จัด ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อความชุ่มชื้นภายในปากและลำคอ หลีกเลี่ยงจากอาหารรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ร้อนหรือเย็นจนเกินไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงจากการดื่มเหล้าเบียร์หรือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่รวมทั้งการเคี้ยวหมากด้วย
          หากริมฝีปากแห้งให้ทาปากด้วยลิปมัน หรือวาสลินเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และหากเกิดแผลในปากหรือเจ็บคอมากควรปรึกษาแพทย์
7. ความต้านทานโรคต่ำ ซีด เลือดออกง่าย
          เป็นผลจากไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดในร่างกายได้รับผลกระทบชั่วคราว จากจากรังสีหรือยาเคมีบำบัดที่เคยให้ร่วมกับการฉายรังสีในผู้ป่วยบางราย ทำให้เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคลดจำนวนลง ผู้ป่วยจึงติดเชื้อง่าย อาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อหยุดการฉายรังสี ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บุคคลที่เป็นหวัด ไอ จาม ควรรักษาความสะอาดของร่างกายรวมทั้งภาชนะ ที่ใส่อาหารรับประทานอาหารสะอาดและปรุงสุกใหม่ ๆ หากมีไข้ตัวร้อน ท้องเสียควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
     
8. หูอื้อ
          การฉายรังสีบริเวณใบหน้าศีรษะอาจจะทำให้เกิดอาการหูอื้อได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหูอื้อเพื่อให้การแก้ไขต่อไป
     
9. ผมร่วง
          ผมร่วงอาจจะเกิดขึ้นได้หากมีการฉายรังสีบริเวณศีรษะหรือบริเวณที่มีขน ซึ่งผมหรือขนจะเริ่มร่วงในสัปดาห์ที่ 2 – 3 ของการฉายรังสี หนังศีรษะจะรู้สึกร้อนและคันก่อนผมหรือขนจะร่วง ผมในส่วนที่ร่วงจะงอกขึ้นมาใหม่หลังจากฉายรังสีครบแล้ว ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 – 12 เดือน ยกเว้นในส่วนที่ลำรังสีผ่านโดยตรงผมอาจจะไม่งอกใหม่ เส้นผมที่งอกขึ้นใหม่จะมีสีอ่อนและเส้นบางลง
     
10. ปวดท้อง ท้องเสีย
          อาการปวดท้องท้องเสียอาจจะเกิดขึ้นหากมีการฉายรังสีบริเวณช่องท้อง ฉะนั้นจึงควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ รับประทานอาหารน้อย ๆ แต่บ่อย ๆ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภท นม อาหารมัน ๆ ผลไม้หากยังมีอาการมากควรปรึกษาแพทย์
 
11. ปัสสาวะบ่อยขึ้น
          เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้หากฉายรังสีบริเวณช่องท้องน้อย ซึ่งอาการนี้จะหายไปหากฉายรังสีครบแล้ว
   
          ท่านจะสามารถทำความสะอาดบริเวณที่ฉายรังสีได้ หลังจากฉารังสีครบแล้วประมาณ 10 วันอาการข้างเคียงต่างๆจะดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์หลังจากฉายรังสีครบแล้ว หลังจากนั้นแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจเป็นระยะ ๆ ซึ่ง เป็นสิ่งสำคัญ ที่ท่านต้องมาตรวจตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง เพื่อเป็นการติดตามอาการและผลการรักษาของแพทย์
       
          หากท่านปฎิบัติตนตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะช่วยให้ระหว่างการฉายรังสีของท่านดำเนินไปได้ด้วยดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะช่วยให้อาการข้างเคียงต่างๆดีขึ้นหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถปรึกษาแพทย์ได้
 
 
กลับสู่ด้านบน
 
 
     
Untitled Document

   
      Best view 1024 x 768 pixel for Internet Explorer © หน่วยสารสนเทศมะเร็ง  โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
    ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 โทร 0-7445-1595 โทรสาร 0-7445-1595 
ติชมได้ที่นี่ : pparadee@medicine.psu.ac.th