หน้ากากอนามัย...ใส่อย่างไรให้ห่างไกลไข้หวัด 2009
 
 
 

          นพ.สมชัย นิจพานิช รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เล่าถึงการใช้หน้ากากอนามัยให้ "กิ๊บเก๋" และป้องกันอย่างถูกต้องว่า ความจริงการใช้หน้ากากอนามัย มีไว้ให้ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด และ ผู้เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจใช้ เพราะหากผู้ป่วยไอจามในที่ชุมชน จะทำให้ผู้อื่นติดได้ ซึ่งจากผลวิจัย พบว่า ผู้ป่วยไอ 1 ครั้ง สามารถแพร่เชื้อได้ไกลถึง 1 เมตร 

          "วิวัฒนาการของหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อ 90 ปีก่อน เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สเปน ส่วนในไทย สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้รับสั่งให้นำมาใช้ทางการแพทย์ ปี พ.ศ. 2463" 

          ส่วน การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ผู้ป่วยควรสวมใส่หน้ากากป้องกัน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้รับเชื้อ เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม ที่ผู้ป่วยทุกคนควรให้ความสำคัญ ซึ่งหน้ากากอนามัยที่นิยมใช้ มี 2 ประเภท คือ 

          1.หน้ากาก ผ่าตัด ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด ป้องกันเชื้อโรคได้ 5 ไมครอน หรือป้องกันได้ ร้อยละ 80 มีอายุการใช้งานประมาณ 3 วัน หากเกิดการฉีกขาด และมีรอยเปื้อน ควรทิ้งทันที การสวมใส่ต้องนำด้านที่มีสีเข้มออกทางข้างนอก หรือสังเกตจากรอยพับของผ้าด้านหน้าต้องพับลง ซึ่งหากใส่ผิดรอยพับจะกักเก็บฝุ่นละอองในรอยพับ ทำให้หายใจลำบาก 

          2. หน้ากาก N95 ป้องกันเชื้อโรคได้ 0.3 ไมครอน กรองได้ละเอียดกว่าชนิดแรก หน้ากากมีแบบชนิดที่มีวาล์ว เพื่อให้หายใจได้สะดวก ส่วนชนิดที่ไม่มีวาล์วได้รับความนิยม เพราะราคาถูก แต่มีข้อเสียอยู่ที่หากใส่ไปนานๆ ทำให้หายใจลำบาก จึงไม่ควรให้เด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ใส่ เพราะอาจทำให้เด็กเสียชีวิต ขณะเดียวกันหากชำรุดหรือเห็นสภาพไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ ควรทิ้งทันที 

          " ก่อนใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ต้องล้างมือให้สะอาดก่อน และเมื่อทำการสวมใส่ ควรหลีกเลี่ยงให้มือไปสัมผัสกับเนื้อผ้าบริเวณด้านในที่แนบกับจมูกและปาก เพราะในมืออาจมีเชื้อโรคทำให้เข้าสู่ร่างกายได้ ดังนั้น การสวมหน้ากากแบบผ่าตัด ต้องจับสายด้านข้างดึงแล้วร้อยกับหู ส่วนแบบ N95 ควรจับบริเวณด้านนอก เพื่อประคอง และดึงสายสวม" 


          นอกจากนี้ การสวมใส่อย่างถูกวิธี เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ใช้หน้ากากอนามัยควรให้ความใส่ใจ โดย นพ.สมชัย กล่าวว่า ควรใส่ให้ผ้าปิดตั้งแต่จมูกจนถึงคาง เพื่อป้องกันเชื้อร้ายที่แฝงตัวมากับอากาศเข้าสู่ร่างกาย ขณะเดียวกัน หลายคนอาจเกรงกลัวจนต้องดึงสายรัดให้แน่นมากที่สุดนั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี เพราะทำให้หายใจไม่สะดวก ในความเป็นจริงผู้ใส่ควรดัดเหล็กที่เป็นโครงให้เข้ากับดั้งจมูกให้แนบสนิท เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยง ที่เชื้อโรคจะเข้าสู่จมูกได้ง่าย ขณะเดียวกัน เมื่อใส่หน้ากากอนามัยแล้ว ไม่ควรล้วง หรือเกาบริเวณที่ผ้าปิดอยู่ จะทำให้เชื้อโรคที่ติดมากับมือเข้าไปภายใต้หน้ากากอนามัยได้ 

          อย่างไรก็ตาม จากความต้องการของประชาชนในการเลือกซื้อหน้ากากอนามัยที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้หน้ากากผ่าตัดจาก ราคาไม่เกินแผ่นละ 5 บาท ถีบตัวสูงขึ้น อยู่ที่แผ่นละเกือบ 20 บาท ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอซื้อมาใช้ได้ทุกวัน นพ.สมชัย แนะนำว่า การประดิษฐ์หน้ากาก อนามัยผ้าขึ้นมาเอง ก็สามารถช่วยป้องกันได้ 80% โดยใช้วัสดุเช่น ผ้าสาลู ผ้าฝ้าย ผ้ายืด ผ้าอ้อมเด็ก ผ้าถุง เป็นต้น ทำให้ประหยัดเงินได้อย่างมากเพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อบ่อยๆ หน้ากากที่ผลิตเองสามารถนำมาซักใช้ใหม่ได้ 

          โดยการประดิษฐ์หน้ากากอนามัยขึ้นใช้งาน เหมาะกับเด็กๆ ที่ชอบลายการ์ตูนสวยงาม สามารถนำผ้าลวดลายต่างๆ มาใช้ในการทำ หรือเพนท์รูปภาพเล็กน้อย เพราะหากใช้สีระบาย จนทึบไปหมดจะทำให้เด็กหายใจไม่สะดวก ขณะเดียวกันอาจนำสติกเกอร์มาตกแต่งได้เช่นกัน 


          "ประเทศญี่ปุ่นเมื่อผู้ป่วยรู้ว่าไม่สบายเขาจะใส่หน้ากากอนามัยทุกช่วงเวลา เพื่อไม่ให้ไปติดผู้อื่น ส่วนในสหรัฐอเมริกาวัฒนธรรมด้านสุขอนามัยจะชอบล้างมือบ่อยมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อยากให้คนไทยนำมาปฏิบัติจนเป็นวัฒนธรรมด้านสุขอนามัยอย่างเป็นรูปธรรมใน อนาคต" 

          นพ.สมชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลร่างกายให้แข็งแรงเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่สุด ควรหลีกเลี่ยงไปในสถานที่ชุมชนหากมีอาการเป็นไข้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และรีบไปพบแพทย์ ส่วนเด็กๆ หากไม่มีหน้ากากอนามัย ไม่ควรพาไปในที่ชุมชน เพราะอาจเสี่ยงต่อการติดโรคได้ 

          ไม่แน่อนาคตหน้ากากอนามัยในไทย อาจเป็นมากกว่า "เกราะป้องกัน" เพราะไม่ว่าใครก็สามารถทำหน้ากากอนามัยขึ้นมาตอบสนองจินตนาการของตัวเองได้


ขั้นตอนการทำหน้ากากอนามัย 

          1. นำผ้าที่เตรียมไว้มาพับครึ่งตามความยาวผ้าแล้วพับจับจีบทวิช 1 นิ้ว ตรงกลางผ้ากลัดด้วยหมุด หรือ เนาตรึงไว้ และ ทำอีกชิ้นเช่นเดียวกัน 

          2. นำผ้าที่พับไว้มาวาง โดยหันด้านนอกขึ้น และนำยางยืดมาวางที่มุมผ้าด้านกว้างข้างบน และข้างล่าง ด้านละ 1 เส้น กลัดเข็มหมุด หรือ เนาตรึงไว้ 

          3. นำผ้าที่พับไว้อีกชั้นมาวางซ้อนกับผ้าชิ้นแรกที่ตรึงยางยืดไว้ โดยหันผ้าด้านนอกชนกัน แล้วเย็บจักร หรือ ด้นถอยหลังรอบผ้าสี่เหลี่ยม ให้ห่างจากริมผ้า ด้านละครึ่งเซนติเมตร โดยเว้นช่องว่างไว้กลับตะเข็บ ประมาณ 1 นิ้ว 

          4. ขลิบผ้าตรงมุมทั้ง 4 มุม ให้ใกล้กับรอยเย็บ เพื่อเวลากลับตะเข็บจะได้เรียบร้อยสวยงาม

5. สอยปิดช่องว่างที่เว้นไว้ให้เรียบร้อย


ประโยชน์ของผ้าปิดปากปิดจมูก
 
          คือ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการสัมผัสกับฝอยละออง ( droplet contact ) และการแพร่กระจายทางอากาศ ( airborne route)
รวมทั้งการกระเด็นของสารคัดหลั่ง เลือดหรือหนองที่ออกจากตัวผู้ป่วย
ศูนย์ควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกา ( CDC )แนะนำว่า ควรใส่ผ้าปิดปากและจมูกในกรณีต่อไปนี้ 

          1.เมื่อมีปฎิสัมพันธ์ และต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ เช่น มีการติดเชื้อหัดเยอรมัน คางทูม หรือเป็นโรคระบบทางเดินหายใจชนิดเฉียบพลัน
ซึ่งโรคเหล่านี้มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อที่มีฝอยละอองขนาดใหญ่จำพวกน้ำมูกน้ำลาย จากผู้ที่มีเชื้อก่อโรคไอ จาม ในระยะไม่เกิน 3 ฟุต 

          2.ทุกคนที่จะเข้าไปในห้องผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อ เช่น วัณโรค ซึ่งมีการแพร่กระจายเชื้อ โดยฝอยละอองขนาดเล็ก ( droplet nuclei ) ซึ่งฝอยละอองขนาดเล็กนี้ จะยังคงลอยอยู่ในอากาศ และเคลื่อนที่ได้ในระยะไกล 

          3.ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากการสัมผัสฝอยละอองจากพื้นที่หนึ่ง ไปสู่บริเวณปลอดเชื้อ/แผลปิด
หรือป้องกันการกระเด็นของสารคัดหลั่งเลือดหรือหนองที่ออกจากตัวผู้ป่วย


การทำความสะอาดผ้าปิดปาก 

          - สามารถซักทำความสะอาดได้ตามปกติ ด้วยน้ำสบู่อ่อน หรือน้ำซักผ้าเด็ก ไม่ควรใช้น้ำยาขจัดคราบหรือน้ำยาฟอกขาว 

          - หากผู้ใช้ผ้าปิดปากไม่สบายจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือซักด้วย dettol ก็ได้ แต่ไม่ควรแช่น้ำยาทิ้งไว้ 

          - ควรตากผึ่งไว้ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเท หรือมีลมโกรก ไม่ควรตากแดดจัดๆ 
          - อย่ารีดเตารีดลงบนภาพโดยตรง ควรกลับด้านรีด หรือใช้ผ้ารองรีด

 
   
 
ที่มา : สภากาชาดไทย
ข่าวประจำวันที่ : 17 กรกฎาคม 2552
จำนวนผู้อ่าน : 605 คน  
   
   
   
Untitled Document

   
      Best view 1024 x 768 pixel for Internet Explorer © หน่วยสารสนเทศมะเร็ง  โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
    ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110 โทร 0-7445-1595 โทรสาร 0-7445-1595 
ติชมได้ที่นี่ : pparadee@medicine.psu.ac.th