ศูนย์สารสนเทศมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
   
 
 
     
 
 
วัคซีนเอชพีวี กับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก
 
   
โดย... ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย
และ สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย
 
   
 

          คณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของประเทศไทย ได้รับรองขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ
ไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human Papillomavirus vaccine) หรือที่เรียกว่า "วัคซีนเอชพีวี" จากบริษัท
ผู้ผลิต 2 แห่งในปี พ.ศ.2550 และในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การใช้วัคซีนนี้ต่อสาธารณชนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก โดยทั้งผ่านกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และทางสื่อสารมวลชน ซึ่งในบางครั้งมีข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ดังนั้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการใช้วัคซีนนี้แก่ประชาชน ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย จึงได้ร่วมกันจัดทำคำแนะนำนี้ขึ้น

          มะเร็งปากมดลูก:  มะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ และเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย โดยในแต่ละปีจะมีหญิงไทยได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ประมาณ 6,500-7,000 คน ซึ่งร้อยละ 40-50 จะเสียชีวิตจากโรค ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก จะตกประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจได้รับความทุกข์ทรมานจากโรค หรือจากการบำบัดรักษา ปัจจุบันเป็นที่ทราบแล้วว่าสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เกือบทั้งหมดเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวี

          เชื้อเอชพีวี:  เชื้อเอชพีวีเป็นไวรัสที่ติดต่อผ่านทางการสัมผัส โดยการสัมผัสที่หมายถึงนี้ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็คือ เพศสัมพันธ์ ผิวหนังห รือเยื่อบุอวัยวะเพศ หรือปากมดลูก เมื่อมีรอยถลอกหรือแผลจะทำให้เชื้อเข้าไปได้ เชื้อเอชพีวีมีอยู่ร้อยกว่าสายพันธุ์ แต่ชนิดที่จะทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกมีประมาณ 15 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูก ที่เหลืออีกร้อยละ 30 เกิดจาก เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่น

          เชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็ง จะทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงไป เป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง และถ้ารอยโรคก่อนมะเร็งนี้ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ดังนั้น หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรได้รับการตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก และเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติได้ก่อนที่จะเป็นมะเร็ง

          วัคซีนเอชพีวี:  วัคซีนเอชพีวีที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมี 2 ชนิด จากการศึกษาพบว่าวัคซีนเอชพีวีทั้งสองชนิด มีประสิทธิภาพสูงในการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชพีวี ชนิดก่อมะเร็ง สายพันธุ์ 16 และ18 เท่านั้น จึงป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ประมาณร้อยละ 70 (ไม่ใช่ร้อยละ 100) ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ จึงยังต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอต่อไป

          วัคซีนเอชพีวีเป็นวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่อยู่ในวัคซีนเท่านั้น มิใช่ใช้เพื่อการรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีซึ่งมีอยู่ในร่างกายแล้ว ขณะให้วัคซีน วัคซีนเอชพีวีจะมีประโยชน์สูงสุด ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก เมื่อฉีดก่อนได้รับเชื้อเอชพีวี หรือก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ก็ขึ้นกับว่าเคยได้รับเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ไหนอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ โดยที่ถ้าได้รับเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ที่มีอยู่ในวัคซีน (16, 18) สายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งอยู่ก่อนแล้ว การฉีดวัคซีนก็ได้ประโยชน์น้อยลงไป และยิ่งถ้ามีการติดเชื้อเอชพีวีทั้งสองสายพันธุ์ดังกล่าว อยู่ก่อนแล้ว การฉีดวัคซีนก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์เลย

          จากการศึกษาจนถึงปัจจุบันในหญิงช่วงอายุ 9-55 ปี พบว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวี อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเอชพีวีนี้ก็เช่นเดียวกับการฉีดวัคซีนอื่น ๆ คือ มักจะมีอาการปวด บวม แดงร้อน มีไข้ สำหรับผลข้างเคียง ที่รุนแรงกว่านี้พบได้น้มาก


ข้อแนะนำ

          • ด้วยเหตุผลข้างต้น ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงช่วง  อายุ 11-26 ปี (ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก)
          • สำหรับการฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงอายุมากกว่า 26 ปี หรือหญิงที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
          • การฉีดวัคซีนเอชพีวีนี้ต้องฉีดทั้งหมด 3 เข็มด้วยกัน คือ ฉีดเข็มแรก และ 1-2 เดือนจากเข็มแรก และ 6 เดือนจากเข็มแรก
          • ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนเอชพีวีในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือนและผู้ชาย
          • ไม่แนะนำให้ต้องทำการตรวจหาว่ามีการติดเชื้อเอชพีวีก่อนฉีดวัคซีน
          • สตรีที่มีการตั้งครรภ์ ขณะที่ได้รับวัคซีนยังไม่ครบ 3 เข็ม ควรฉีดวัคซีนเข็มต่อไปหลังคลอด (ไม่แนะนำให้ฉีดขณะกำลังตั้งครรภ์)
          • ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการฉีดวัคซีนเอชพีวี จะมีผลต่อการมีบุตร การตั้งครรภ์ หรือผลเสียต่อทารกแต่อย่างใด
          • จากการติดตามตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชพีวี (สายพันธุ์ที่อยู่ในวัคซีน) หลังฉีดวัคซีนเป็นเวลาประมาณ 6 ปี พบว่ายังมีภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับที่สูงพอ จึงยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น


          สุดท้ายอยากเน้นว่าการลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก นอกจากการฉีดวัคซีน
เอชพีวีแล้ว ยังต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี (ไม่มี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
ไม่มีคู่นอนหลายคนทั้งหญิงและชาย) ไม่สูบบุหรี่ และไปรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

          หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเอชพีวีหรือเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก สามารถติดต่อที่ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (www.rtcog.or.th) หรือที่สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย (www.tgcsthai.com)

 
     
กลับสู่ด้านบน
 
 
Untitled Document

      Best view 1024 x 768 pixel for Internet Explorer © ศูนย์สารสนเทศมะเร็ง  คณะแพทยศาสตร์
    ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110  โทร 0-7445-1595   โทรสาร 0-7445-1595 
ติชมได้ที่นี่ : pparadee@medicine.psu.ac.th